เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์

ทำไมถึงต้องเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์

หนึ่ง… เป็นการเลือกตั้งหลังทหารยึดอำนาจบริหารประเทศด้วยกฎเหล็กอ่อนๆ ม.44 มายาวนานเกือบ 5 ปี

สอง… มีพรรรคการเมืองส่งผู้สมัครมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 100 พรรค

สาม… มีผู้สมัครทั้งแบบเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อมากกว่าหมื่นคน

สี่… มีปรากฏการณ์ “ดึงฟ้าลงต่ำ” อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมา 87 ปี

ห้า… อาจเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคก่อนการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

หก… กาบัตรใบเดียว เลือกได้ 3 เด้ง ทั้งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี

เจ็ด… คาดว่าจะมีผู้มาออกเสียงเลือกตั้งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ไม่น้อยกว่า 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 51 ล้านคน หรือประมาณ 38 ล้านคนเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาก่อน อายุระหว่าง 18-23 ปี กว่า 7 ล้านคน

ที่สำคัญ เราได้เห็นหน้าค่าตาว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ลำดับที่ 30 ตั้งแต่วันนี้ที่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง

อยากได้ทหารเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เลือกพรรคพลังประชารัฐ อยากได้ตำรวจเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เลือกพรรคเสรีรวมไทย อยากได้พลเรือนผู้รับเหมา ชอบสะสมพระเครื่อง ป้อมค่ายบุรีรัมย์ ก็เลือกพรรคภูมิใจไทย อยากจะลองนายกรัฐมนตรีหญิงป้อมค่ายสุพรรณบุรีอีกสักคน ก็เลือกพรรคชาติไทยพัฒนา อยากได้เอ็นจีโอระดับอินเตอร์ พันธมิตรตระกูลเพื่อเสื้อแดง ก็เลือกพรรคอนาคตใหม่ อยากได้นักการเมืองอาชีพระดับสถาบัน ก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์

เหล่านี้เขามีให้เลือกตั้ง 29 พรรค 29 คน

ส่วนพรรคที่เสนอชื่อ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง แม้แต่ในพรรคเดียวกันยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจะโยนขี้มาให้เราช่วยเลือกทำไม คนเลือกไปพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกันว่าพรรคแบบนี้ควรจะเลือกหรือไม่ หรือว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังสั่งการบ้างหรือเปล่า หรือว่ารักพี่เสียดายน้อง เลยเอาอกเอาใจกันไปงั้นๆ เพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้แอ้มอยู่แล้ว

เจตนารัฐธรรมนูญที่ให้เสนอได้ไม่เกิน 3 ชื่อนั้น น่าจะต้องการให้เสนอชื่อเทคโนแครตคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค ไม่ใช่เอาพรรคเดียวกันเองมาเสนอหน้าซ้ำๆ มากกว่า

สำหรับจังหวัดเชียงราย ทั้งหมดมี 7 เขต จะว่าไปแล้วก็เป็นการแข่งขันกันระหว่าง แชมป์เก่า “เพื่อไทย” กับผู้ท้าชิงพรรคใหม่ “พลังประชารัฐ” เท่านั้น ส่วนพรรคอื่นๆ น่าจะหวังคะแนน “ตกน้ำ” ไปรวมกับจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อกับเขาบ้าง หรือเพิ่มขึ้นพอเห็นเนื้อเห็นหนัง

ดูได้จากเขต 1 อำเภอเมือง ที่เป็นไข่แดงของเชียงราย ป้ายที่ติดกันมากที่สุดก็เบอร์ 1 “เพื่อไทย” กับเบอร์ 5 “พลังประชารัฐ”

“เพื่อไทย” นั้นแชมป์เก่า สามารถ แก้วมีชัย ถึงไม่ได้เป็นหัวหน้าทีมในเชียงราย เพราะมีทั้งตระกูล “ติยะไพรัช” และ “วันไชยธนวงศ์” ค้ำคอ แต่ก็อาศัยความเป็นนักกฎหมายดีดตัวเองขึ้นไปถึงระดับแกนนำพรรคแถวหน้าได้ไม่เบา

แต่เที่ยวนี้เจอศึกหนัก เพราะมาเจอกับ รัตนา จงสุทธานามณี อดีต ส.ส.เชียงราย 2 สมัย และนายก อบจ.เชียงราย 2 สมัย ที่หวนกลับมาลงการเมืองสนามใหญ่อีกครั้ง และพรรคพลังประชารัฐ ผู้เสนอชื่อ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ไว้วางใจถึงกับให้เป็นหัวหน้าทีมผู้สมัคร ส.ส.เชียงรายทั้ง 7 เขตนั่นเลยทีเดียว

โดยภาระรับผิดชอบที่หนักหน่วงเช่นนี้ “รัตนา เบอร์ 5” จึงแพ้ไม่ได้ที่เขต 1 อำเภอเมือง ด้วยจุดขายผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ทั้งการทำให้เชียงรายเป็นเมืองดอกไม้งาม ให้จังหวัดอื่นๆ ทำตาม การรณรงค์จัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผลักดันเส้นทางรถไฟเด่นชัย-เชียงราย จนสำเร็จ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุมัติและให้เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป แล้วอีกไม่กี่ปีในปี 2566 ชาวเชียงรายก็จะได้รถไฟใช้กันเสียที นี่คือจุดขายที่ “รัตนา” ถึงกล้าประกาศต่อสาธารณชนว่า “ดีกว่า”

ประกอบกับเที่ยวนี้ “เพื่อไทย” กำลังซวนเซ ทั้งแบงก์ร้อยที่แตกออกไปใกล้จะหมดค่า “ไทยรักษาชาติ” จะถูกยุบในวันในพรุ่งไม่รู้ได้ ภายในก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ “หญิงหน่อย” ที่เคยสร้างภาพนุ่งขาวห่มขาว หนักไปทางพุทธศาสนูปถัมภก ทำท่าจะปลงตกกับการเมือง หรือเจ้าพ่อคอนโด “ชัชชาติ” คนไหนก็ยังไม่ถูกใจ เชื่อใจว่าจะพากลับบ้านได้กันแน่ พรรคนี้จึงมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นักกฎหมาย อดีตอัยการสูงสุด ชัยเกษม นิติสิริ เพิ่มขึ้นมาอีกคน ซึ่งน่าจับตามอง สำหรับภารกิจ “อยากกลับบ้าน”

ด้าน “เพื่อชาติ” นั้น แม้จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทุกเขต แต่ก็ไม่ได้เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คงหวังคะแนน “ตกน้ำ” จากคนเสื้อแดงเป็นหลัก จึงยก ส.อบจ.เชียงราย ในคอนโทรล บุศริณธญ์ (ติยะไพรัช) วรพัฒนานันน์ มาลงสมัครทั้งแผง แต่คะแนนคงถูกแบ่งไปบ้างจากกลุ่มเสื้อแดง “พรรคพลังปวงชนไทย” ด้วยกัน ที่มี พล.อ.ชัยสิทธิ ชินวัตร เป็นประธานที่ปรึกษา

ส่วนเขต 2 เที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ดูจะอ่อนที่สุด เพราะส่งอดีต ส.ส.วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ น้องชาย วิสาร ลงแทน สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ จึงมีผู้สมัครจากหลายพรรคลงแข่งขันกันหน้าสลอน แต่ยังไงก็เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “วิสิษฐ์” กับ “ผู้การแก๊ป” พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด จาก “พลังประชารัฐ” อยู่ดี เช่นเดียวกับเขต 3 เที่ยวนี้ บุญถิ่น นวลใหม่ จาก “พลังประชารัฐ” คู่กัดเก่าของ “วิสาร” ดูฮึกเหิมเหลือเกิน วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ถึงต้องลงเอง ให้ลูกสาว วิสาระดี อมรวิวัฒน์ อยู่บ้านเลี้ยงลูกไป

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 เขตนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ส.ส.ภาคเหนือตอนบน พรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่า “กินขาด”

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.