“เงินทอนวัด”… ทอนใคร?

คอลัมน์การศึกษา โดย ดร.ศราวุธ สุตะวงค์ 

S__8905100
ดร.ศราวุธ สุตะวงค์

คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในฐานะที่ผู้เขียนเคยบวชเรียนมา 4-5 พรรษา จึงขอแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อถึงประเด็นร้อน เรื่อง “เงินทอนวัด” เหตุใดจึงมีเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น เพราะความแตกต่างบนโลกใบนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองและศาสนาอาจนำพาซึ่งสันติภาพมาสู่โลก หรือมีส่วนส่งเสริม สนับสนุน ยุติความรุนแรง หรือสงครามได้เช่นกันจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ข่าว “เงินทอนวัด” โด่งดังมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เกี่ยวข้องกับพระผู้ใหญ่หลายรูปในวงการสงฆ์ หลังตำรวจกองบังคับการปราบปรามนิมนต์พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร และพระอรรถกิจโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ไปยังกองบังคับการปราบปราม หลังพระทั้งสองรูปตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัดรอบ 3 จนนำมาสู่การสึกในช่วงเย็นวันนั้น

แล้ว “เงินทอนวัด” คืออะไร เริ่มต้นที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีการจัดสรรงบที่เรียกว่า “เงินอุดหนุน” ที่จ่ายให้กับวัดในประเทศไทย โดยการของบเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อนำไปปฏิบัติบูรณะซ่อมแซม เพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม และเพื่อการเผยแผ่ ดำเนินกิจกรรมทางพุทธศาสนา สำหรับการทุจริตที่เรียกกันว่า “ทุจริตเงินทอนวัด” จะเป็นรูปแบบที่ว่า เมื่อจะมีการโอนเงินอุดหนุนนี้จากส่วนกลางไปวัด จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องไปขอคืนโดยการโอน โดยจะตกลงกับวัดก่อนว่าต้องการเท่าไหร่ ก็จะทำเรื่องจากส่วนกลางโอนไปให้ แต่เป็นเงินที่มากกว่าจำนวนที่ต้องการนำไปใช้จริง จากนั้นจึงให้มีคนตามไปรับคืน หรือเรียกว่า “เงินทอน” ทั้งนี้ รูปแบบเงินทอนวัดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับวัดในต่างจังหวัด คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นฝ่ายเสนองบประมาณให้วัดไปทำโครงการต่างๆ แต่เงินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกโอนคืนกลับไปให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ตัวอย่างที่พบที่วัดสระเกศฯ ตำรวจพบเส้นทางการเงิน ปี 2559 ซึ่งกองส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อนุมัติงบเกือบ 70 ล้านบาท เป็นโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม สำหรับเด็กและเยาวชน 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา 32 ล้านบาท ซึ่งต้องกระจายงบสู่วัดสาขา และจัดงานเผยแผ่ศาสนา แต่กลับพบการโอนเงินให้วัดสาขาแค่ไม่กี่แห่ง และไม่ได้จัดงาน โดยเงินถูกโอนเข้าบัญชีฆราวาสมากกว่า 10 บัญชีแทน

โครงการนี้มีนายณรงค์เดช ชัยเนตร ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นผู้อนุมัติงบ ในช่วงที่นายพนม ศรศิลป์ เป็น ผอ.สำนักพุทธฯ และมีนายชยพล พงษ์สีดา อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนใหม่ของคดีนี้ และยังตรวจพบงบประมาณปี 2557 ซึ่งวัดสระเกศรับเงิน 10 ล้านบาท เป็นค่าโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งที่ไม่มีโรงเรียน โดยมีอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป ซึ่งอยู่ในจำนวนพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตเงินทอนวัดรอบ 3 เป็นผู้กำกับดูแล โดยโครงการปี 2557 มีนายบุญเลิศ โสภา ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็นผู้อนุมัติงบในช่วงที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เป็น ผอ.สำนักพุทธฯ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาอีกรายในคดีดังกล่าว

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณกรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย คุณกรณ์ มีดี ลงข่าวสื่อถึงชาวพุทธทั่วโลกเมื่อ (14 มิ.ย. 2561) การตามล่าหาความจริงดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากกฏหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา หากแต่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหากถูกจับสึกเพื่อไปดำเนินคดี แล้วภายหลังว่าไม่ผิดจะเป็นบาปอย่างใหญ่หลวง เพราะต้องนับอายุพรรษาใหม่ หากจะกลับที่จะมาบวชใหม่ การครองเพศบรรพชิตนั้นถือเรื่องพรรษาเป็นสำคัญ ในวงการสงฆ์ได้มีการแบ่งระดับอาวุโสมาจากพรรษาที่ถือครอง ดังนั้น เมื่อถูกดำเนินคดี ผ้าเหลืองนำออกจากร่างย่อมขาดความเป็นพระทันที

กรณีพระ 5 รูป วัด ประกอบด้วยพระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะ กรุงเทพมหานคร, พระอรรถกิจโสภณ เลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา ทางการเชื่อว่ามีมูลความผิดจริง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐสามารถตรวจสอบที่มาของเงิน เส้นทางการเงิน แต่การที่จับพระสึกเลยนั้นค่อนข้างน่าเห็นใจเป็นอย่างมาก เพราะพระบางรูปเป็นถึงราชาคณะ การที่บังคับให้ลาสิกขาเหมือนกับเป็นการสำเร็จโทษให้ประหารชีวิต เพราะได้ตายจากความเป็นพระแล้ว ซึ่งในอดีตเคยมีกรณีของ “พระพิมลธรรม” อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ เมื่อปี 2503 ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ประกอบแต่กุศลกรรม เกี่ยวข้องกับคดีการเมือง ถูกยัดเยียดข้อหาว่าฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ท้ายที่สุดศาลตัดสินว่าไม่ผิด หลังถูกจำคุกหลายปี และภายหลังมหาเถรสมาคมยอมรับมิให้ขาดความเป็นพระและกลับมาห่มเหลืองอีกรอบ เป็นกรณีตัวอย่าง

ตามหลักกฏหมาย “ตัวการ” คือสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งตั้งงบประมาณอุดหนุนให้วัด และส่งเจ้าหน้าที่ไปพูดคุยกับวัด ไม่ทราบว่าพูดอย่างไรพระถึงเชื่อและทำตาม และเมื่อโอนเงินให้วัดแล้วต้องโอนเงินคืนให้เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นเพื่อมิให้คลายแคลงสงสัย เป็นไปได้หรือ เงินเป็นสิบเป็นร้อยล้าน ตัวใหญ่กว่าเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ จะไม่รู้หรือไม่ทราบ และการกระทำผิดติดต่อกันหลายๆ ปี วัดหรือพระผู้ใหญ่เหล่านั้นเป็นเพียง “ผู้ร่วมกระทำผิด” หากพิสูจน์ได้ว่ารู้เห็นเป็นใจ และร่วมรับผลประโยชน์ในการกระทำที่ทุจริตนั้น ก็ควรให้ได้รับการพิสูจน์อย่างถ่องแท้ถี่ถ้วนก่อน หากผิดจริงก็ควรลงโทษ แต่พระผู้ใหญ่ 4-5 รูป ถูกไล่ล่าด้วยกระบวนการของกฏหมายไทย ถูกจับสึกเข้าคุก บางรูปหนีลี้ภัยต่างประเทศ สำนักพุทธศาสนาฯ ออก Action อย่างเต็มที่ถึงพฤติการณ์ปราบโกง ควรจัดการกับ “ตัวการ” ก่อนดีไหม ตัวใหญ่ๆ มีใครบ้าง ทราบจากสื่อว่ามีตัวเล็กๆ ปลาซิวปลาสร้อยถูกดำเนินคดี และผอ.กองส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำนักพุทธฯ อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศเช่นกัน ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ กระแส “เงินทอน” มีทุกกระทรวง ทบวงกรม ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ประกาศปราบคอร์รัปชั่นเกือบทุกวัน แต่การคอร์รัปชั่นในยุค คสช.กลับไม่ลด แถมยังทำสถิติสูงเพิ่มขึ้นอีก

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงเพิ่มเติมว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยเริ่มมีสัญญาณรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยพบว่าอัตราการจ่ายใต้โต๊ะปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 5–15 สูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 2558 ที่จ่ายใต้โต๊ะเฉลี่ยร้อยละ 1-15 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 100,000-200,000 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2560 จากหยาดเหงื่อภาษีของประชาชน มีวงเงิน 2.932 ล้านล้านบาท ถ้าคอร์รัปชั่นไป 5–15% ก็ทะลุไปถึง 146,600–439,800 ล้านบาท เห็นตัวเลขคอร์รัปชั่นแล้วตกตะลึง คอร์รัปชั่นกันปีละมหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ แล้วที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศปราบคอร์รัปชั่นทุกวัน รัฐบาลปราบจริงหรือไม่ ถ้าปราบจริง ทำไมการทุจริตคอร์รัปชั่นปี 2560 จึงสร้างสถิติใหม่สูงสุดในรอบ 3 ปี ปีนี้ 2561 ผลสำรวจระบุว่า สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชั่นจะรุนแรงกว่าปี 2560 เพราะมีการประมูลเมกะโปรเจกต์มากมาย งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2561 มีวงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ถ้าคอร์รัปชันไปเท่าเดิม ร้อยละ 5–15 เงินภาษีของประชาชนก็จะถูกคอร์รัปชันไปถึง 145,000–435,000 ล้านบาท

จึงทำให้ผู้เขียนอดที่จะคิดเชื่อมโยงไม่ได้ว่า การจัดการเงินทอนพระ มีอะไรเคลือบแฝงหรือไม่ ผบ.ตร.ลงทุนตามไปเจรจากับต่างประเทศ เพื่อไปจับพระผู้ใหญ่และนำผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกลับประเทศ ศาสนาพุทธถูกบั่นทอนหรือไม่ และมีอะไรจะจัดการกับพุทธศาสนาซึ่งมีคนนับถือมากที่สุดในชาติหรือไม่ หรือว่าจะะเป็นช่วงขาลงพุทธศาสนาในเมืองไทย ซึ่งตรงข้ามกับหลายประเทศพุทธศาสนากำลังเฟื่องฟูขึ้นมาก หากพระผู้ใหญ่เหล่านั้นสมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดจริง เป็น “ตัวการ” กระทำผิดกับสำนักงานพุทธศาสนาฯ ก็ควรต้องได้รับการลงโทษ แต่หากพระผู้ใหญ่เหล่านั้นไม่ทราบฉ้อฉลกลในของผู้กระทำความผิด ด้วยความเป็นพระย่อมมีเมตตาเป็นตัวตั้ง เมื่อมีหน่วยงานหรือญาติโยมมาปรึกษา หากคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ประหยัดขั้นตอนและวิธีการ จึงพร้อมที่จะช่วยและอำนวยความสะดวกให้ และคงไม่คิดว่าจะเป็นการโกงหรือทุจริตอย่างใหญ่หลวงนี้

ปัจจุบันนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมพวกรวม 8 คน จากทั้งหมด 9 คน ถูกฝากขังหลังพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามสอบปากคำแล้วเสร็จ โดยผู้ต้องหา 1 คนที่ไม่ได้นำตัวมาขออำนาจศาลฝากขัง คือนายเจษฏา วงศ์เมฆ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากอยู่ระหว่างนำตัวมาสอบปากคำที่กรุงเทพฯ หลังจับกุมตัวได้ที่ภาคใต้ ส่วนนางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนีที่ต่างประเทศ สำหรับ “ตัวการใหญ่” ยังสาวไม่ถึงหรือไม่มีตัวตน จึงเป็นอีกหนึ่งคดีที่แปลก เพราะการทุจริต “เงินทอนวัด” เป็นการทุจริตใหญ่ เป็นเงินจำนวนมากและกระทำติดต่อกันหลายปี จะดีกว่าไหมหากจะจัดการพระผู้ใหญ่ด้วยความรอบคอบ ตามหลักของกฏหมายบ้านเมือง กฎหมายสงฆ์ และควรดูประเด็นเรื่องความละเอียดอ่อนที่อาจกระทบกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่และพุทธศาสนา ตลอดถึงศาสนาอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในชาติได้อย่างสงบด้วยน่าจะดี.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.