สถานีเชียงราย: แนวทางพัฒนาหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค

บทบรรณาธิการ โดย วิชัย เชษฐบดี

IMG_87161
วิชัย เชษฐบดี

วันที่ 4 กรกฎาคม ครบรอบ 21 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

นอกจากกรรมการเขาจะเชิญนายมีชัย ฤชุพันธ์ ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์และประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มาปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “กำกับดูแลสื่ออย่างไรให้เป็นที่พึ่งของสังคม” และการสนทนากลุ่ม เรื่อง “ถอดบทเรียน 1 ปี ombudsman สื่อ” ที่ผมเป็น Ombudsman สื่อภาคเหนืออยู่ด้วยแล้ว

เขายังมีการประชุมเพื่อหาแนวทางพัฒนาหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคด้วย ซึ่งทั้งคุณชาย ปถะคามินทร์ เลขาธิการสภาการฯ จะมีหนังสือเชิญผมอย่างเป็นทางการมาแล้ว “คุณน้ำ” เจ้าหน้าที่ กับ “คุณตา” เยาวริน แก่นภักดี หัวหน้าสำนักเลขาธิการสภาการฯ ยังโทรศัพท์มาเชิญเป็นการส่วนตัวถึง 2 ครั้ง 2 คราอีก และผมเองก็อยากจะไปร่วมประชุมในโอกาสนี้ใจแทบขาด แต่เจ้ากรรมติดภารกิจสำคัญในวันนั้นพอดีที่เชียงราย

จึงจะขออนุญาตใช้พื้นที่หน้า Editorial เท่าที่มีนี้ แสดงความคิดเห็นถึงแนวทางการพัฒนาหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคในฐานะคนที่เรียนมา เคยทำหนังสือพิมพ์ส่วนกลาง (ประชาธิปไตย-ชาวไทย-สยามรัฐ) มาหลายปี และออกมาทำหนังสือพิมพ์ในต่างจังหวัดด้วยตนเองถึงกว่า 25 ปีเข้านี่แล้ว

ความจริงการพัฒนาหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคมีส่วนปลีกย่อยมากมายหลายประการ แต่ในที่นี้จะขอยกมาเอ่ยเพียง 2 ประการ ที่ผมเห็นว่าน่าจะสำคัญที่สุด คือเรื่องที่เกี่ยวกับฝ่ายหนังสือพิมพ์เอง และเรื่องที่เกี่ยวกับฝ่ายภาครัฐ

ฝ่ายที่เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ ต้องยอมรับกันก่อนว่า ทั้งอดีตและปัจจุบัน คนที่ทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหรือในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ทำด้วยใจรัก หรือไม่ก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร หรือมีประโยชน์อย่างอื่นแอบแฝง แทบจะไม่มีคนที่ทำหนังสือพิมพ์อย่างธุรกิจ หรืออุดมการณ์ตามบทบาทหน้าที่อันเป็นที่คาดหวังของสังคม

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นส่วนใหญ่จึงไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่านิสิตนักศึกษาที่จะเข้ามายึดวิชาชีพนี้เป็นอาชีพ เป็นความภาคภูมิใจหรือ ฝ่ายภาครัฐ ทั้งข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานส่วนท้องถิ่น แต่ที่ทำๆ อยู่ๆ กันไปได้ก็ในลักษณะ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” เสียมากกว่า รวมทั้งฝ่ายเอกชนที่จะเป็นผู้สนับสนุนให้หนังสือพิมพ์อยู่ได้ ก็คำนึงถึงแต่ต้นทุน ผลกำไร และค่าใช้จ่ายเป็นประการสำคัญ น้อยนักที่จะคิดว่าหนังสือพิมพ์เป็นส่วนประกอบสำคัญของสังคม ที่จะรักษาดุลยภาพระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ไม่ให้ผู้ปกครองใช้อำนาจบาตรใหญ่ สร้างความเดือดร้อนเจ็บช้ำน้ำใจไปทุกหย่อมหญ้า อย่างที่เคยเกิดมาแล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งประชาชนก็ไม่เห็นคุณค่าของหนังสือพิมพ์ จนกว่าเขาจะประสบกับความเดือดร้อนด้วยตนเอง ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อเขามีฟรีทีวีดราม่าให้เขาเลือกบริโภคสื่อโดยไม่ต้องเสียตังค์อยู่แล้วมากมายหลายช่อง

ยิ่งในปัจจุบันมีของเล่นชนิดใหม่มาให้เขาใช้เข้าไปอีก คือโทรศัพท์มือถือที่ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เล่นไลน์ ดูข่าวก็ได้ ยิ่งทำให้หนังสือพิมพ์ลดความสำคัญในการ “แค่ดูข่าว” ลงไปอย่างน่าใจหาย

ดังนั้น โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่หนังสือพิมพ์เองว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

เบื้องต้น ผมเห็นว่าคนทำหนังสือพิมพ์จะต้องมีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ อย่างพอตัว จะมาทำหนังสือพิมพ์ด้วยใจรักหรือประโยชน์อื่นๆ แอบแฝงไม่ได้แล้ว เพราะความรู้พื้นฐานต่างๆ นั่นเองจะนำมาใช้ทำให้เกิดคุณค่าในข่าว สร้างความแตกต่างระหว่างข่าวของหนังสือพิมพ์กับข่าวของทีวี หรือข่าวจากโซเชียลมีเดีย ให้ผู้บริโภคสื่อได้เห็นอย่างเด่นชัด การทำข่าวแบบเจาะลึก (Convassing) การทำข่าวที่ไม่เหมือนใคร (exclusive) หรือการทำข่าวแบบสืบสวนสอบสวน (Investigeting) เป็นต้น

การจะทำเช่นนี้ได้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะต้องมีสถาบันการศึกษาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ในการทำหนังสือพิมพ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมอยู่ตลอดเวลา กับผู้ที่จะยึดวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาและถาวร เช่นเดียวกับเนติบัณฑิตยสภา

ให้สถาบันนี้กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 4 ภาค เพื่อความสะดวก ลดค่าใช้จ่าย จูงใจทั้งนักศึกษาจบใหม่ในภูมิภาค และผู้ที่ทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอยู่แล้ว สมัครเข้ามาศึกษาอบรมโดยไม่ยุ่งยาก มากมายด้วยอุปสรรค ขณะที่การดำเนินงานของสถาบันก็ควรกระทำในรูปแบบมูลนิธิ เชื่อว่าจะสามารถหาสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดและองค์กรภาคธุรกิจเอกชนใหญ่ๆ ในประเทศหรือต่างประเทศมาสนับสนุนสถาบันนี้ได้ไม่ยากนัก

ผู้ที่ผ่านการศึกษาอบรมจาก “สถาบันการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” นี้เท่านั้น จึงจะได้รับใบอนุญาตให้ทำหนังสือพิมพ์และมีบัตรนักข่าว บัตรนักหนังสือพิมพ์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องการ เพื่อแสดงถึงความรอบรู้ รู้แจ้ง รู้จริง มีความสามารถที่จะนำเสนอข่าวและความคิดเห็นที่เป็นจริง น่าเชื่อถือ และเป็นแรงจูงใจให้คนที่ยังรักจะทำวิชาชีพนี้อยู่จะต้องส่งตนเองหรือทายาทเข้ารับการศึกษาอบรม “ลับคม” อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงความสามารถในการควบคุมกันเองอีกด้วย

นั่นในฝ่ายของหนังสือพิมพ์ภาคเอกชน ส่วนในฝ่ายภาครัฐ ก็ควรที่จะให้การส่งเสริมสนับสนุนหนังสือพิมพ์ในส่วนภูมิภาค โดยการพิจารณาสั่งซื้อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพ ให้ข้อมูลข่าวสาร “ใกล้ตัว” มากกว่า โดยเฉพาะโรงเรียน (1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2) และส่วนราชการต่างๆ (3) รัฐบาลต้องมีนโยบายและงบประมาณให้หน่วยงานเหล่านี้จัดซื้อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไว้ประจำห้องสมุดหรือหน่วยงานอย่างเป็นทางการและเป็นประจำ ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ที่มีแต่งบประมาณและการจัดซื้อหนังสือพิมพ์จากส่วนกลางมาแขวนกันเต็ม เพื่ออ่านนิยาย ข่าวฆ่ากันตาย เรื่องราวชู้สาวของคนในวงการบันเทิง เสียมากกว่าจะหาความรู้ในเหตุการณ์บ้านเมืองใกล้ๆ ตัว โดยเฉพาะในห้องสมุดโรงเรียน ครูบรรณารักษ์จะต้องตระหนักว่าหน้าที่หลักคือ “สร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กทุกคน” ไม่ใช่ไปยอมแพ้กับการครอบงำของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีอันตรายต่อเด็กและเยาวชนทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเด็กยิ่งกว่าสื่อใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนั้น รัฐบาลจะต้องมีงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับราชการส่วนต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจ และติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนในชนบท ไม่ใช่เกรงกลัว สตง.จะเรียกเงินคืนอยู่ร่ำไปอย่างในปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค ซึ่งยังจะต้องมีปัจจัยย่อยๆ และรายละเอียดอีกมากมายตามมา แต่ถ้าฝ่ายสภาการฯ และฝ่ายรัฐบาลตกลงกันได้ในหลักการนี้แล้ว ก็สามารถจะร่วมกันร่างระเบียบกฎหมายให้สมประสงค์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป้าหมายคือการปฏิรูปหนังสือพิมพ์เพื่อพัฒนาประชาชนและประเทศชาติโดยไม่มีสื่ออื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เพราะแต่ละสื่อต่างก็มีรูปแบบในการสื่อสารและมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว หนังสือพิมพ์เท่านั้นที่ยังต้องต่อสู้กับตัวเองและพยายามจะต่อสู้กับรัฐบาลอยู่

สำหรับผม หรือเรา “เชียงรัฐ” เชื่อว่าหากหลักการนี้ได้รับการยอมรับและสานต่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กับรัฐบาล จะ WIN-WIN ด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยไม่ต้องเสียเวลามาคัดง้างกันอยู่อย่างนี้ เอาเวลาที่เหลือมาเดินหน้าร่วมกันจะดีกว่า

จึงเสนอมาเพื่อพิจารณา ทั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน

ยังไม่สายเกินไปที่จะกลับลำหันหน้าเข้าหากัน โดยเริ่มต้นจากจุดที่ถูกต้องด้วยกันทั้งสองฝ่าย.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.