“โกงอาหารกลางวัน”…จริงหรือ!!!

S__8905100
ดร.ศราวุธ สุตะวงค์

คอลัมน์การศึกษา โดย ดร.ศราวุธ สุตะวงค์

ข่าวครึกโครม กรณี ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา ที่ภาคใต้

หลายท่านฟัง หรืออ่านข่าวแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง คงคิดกันไปต่างๆ นานาว่า ทำไม ผอ.ถึงโกงเด็กได้ขนาดนี้ ใจดำจริงๆ หรือบางท่านบอกว่าไม่จริงมั้ง เงิน 20 บาทจะโกงอะไรได้ มันมีอะไรเคลือบแคลงสงสัยกันแน่ หรือครูในโรงเรียนทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า ถึงสาวไส้กันให้นักข่าวเอามาตีแผ่อย่างสนุกและเมามันส์ หรือบางคนบอกว่ารู้สึกเฉยๆ เพราะข่าวหรือสื่อมวลชนยุคปัจจุบัน ต้องฟังหูไว้หู เพราะความจริงที่สุด คนที่รู้ดีคือครู นักเรียน และ ผอ.รร.แห่งนั้น ข่าว ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา จึงไม่แพ้ข่าวหวยครูปรีชา และข่าวจับสึกพระดัง ซึ่งข่าวบ้านๆ แบบนี้ สามารถชิงพื้นที่สื่อ และนำเสนอหรือขายข่าวได้หลายสัปดาห์กันเลยทีเดียว

โครงการอาหารกลางวันนักเรียน เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2535 ในระดับประถมศึกษา และขยายให้ในระดับก่อนประถม ในปีพ.ศ.2536 รัฐบาลจัดสรรให้หัวละ 13 บาท/คน/วัน ผ่านศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานประถมศึกษาจังหวัด/อำเภอ และลงสู่สถานศึกษาให้บริหารจัดการโครงการอาหารกลางวัน ช่วงแรก โรงเรียนต่างๆ ต่างปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ทำเกษตรในโรงเรียน เพื่อสนับสนุนโครงการให้สำเร็จยิ่งขึ้น เด็กจะได้กินอิ่มและอาหารครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ

ต่อมา พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ.2542 มาตรา 30 (1) กำหนดให้ ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการอยู่ให้แก่ อปท.เงินอุดหนุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา จึงได้ถ่ายโอนให้กับ อปท.ในปีงบประมาณ 2544 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการบริหารงบประมาณตามโครงการถ่ายโอนงาน/กิจกรรม บริการสาธารณะให้แก่ อปท.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2544 หัวละ 13 บาท/คน/วัน กระทั่งปี พ.ศ.2556 ครม.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เห็นควรปรับเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวันจาก 13 บาท/คน/วัน เป็น 20 บาท/คน/วัน โดยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปรับเพิ่มการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ทั้งนี้ งบประมาณในการดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ การรับโอนเงิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้โอนเงินให้กับจังหวัด และจังหวัดให้ อปท.และ อปท.โอนจัดสรรต่อให้กับโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการ ตามโครงการ หรือ อปท.บางแห่งเป็นผู้ดำเนินการจัดหาอาหารให้กับโรงเรียนเอง

การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน เป็นไปตามระเบียบพัสดุของหน่วยงานต้นสังกัดของตนเอง มีการตรวจติดตามการใช้จ่ายงบประมาณจากหน่วยตรวจสอบภายในของตน และหรือหน่วยงานจากภายนอก อาทิ สตง.อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว โรงเรียนสามารถเบิกจ่ายโครงการอาหารกลางวันดัง
กล่าวได้ถึง 3 วิธี ได้แก่ การจัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารให้นักเรียน การจ้างเหมาทำอาหารให้นักเรียน และวิธีการจ่ายเงินสดให้นักเรียนโดยตรง ทั้ง 3 วิธี โรงเรียนจะเป็นผู้เลือกหรือดำเนินการให้เหมาะสมกับจำนวนนักเรียน ขนาดของโรงเรียน หรือระเบียบปฏิบัติตามหน่วยงานสังกัดของตนเอง เป็นต้น

งบประมาณโครงการอาหารกลางวัน รวมถึงงบประมาณอาหารเสริม (นม) เป็นงบประมาณที่ อปท.ก็ไม่อยากได้หรือรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลทุกยุคสมัย เลี่ยงบาลีหรือศรีธนญชัยในการผลักงบประมาณสู่ อปท.เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายกำหนด ไม่น้อยกว่า 25% ซึ่งงบประมาณก้อนใหญ่เหล่านี้ผลักผ่านมือ อปท.เท่านั้น แรกๆ อปท.หลายแห่งดำเนินการเองจนโรงเรียนต่างๆ บ่นกันทั้งประเทศ ไม่อยากที่จะตรวจรับงาน เพราะคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนกินไม่สามารถควบคุม หรือตรวจสอบคุณภาพได้ ปัจจุบัน อปท.ส่วนใหญ่ผลักงบให้สถานศึกษาและให้ดำเนินการเอง ต้องขอชื่นชมหลายๆ อปท.เพิ่มงบประมาณให้มากกว่า 20 บาท/คน/วัน ตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือสถานะการเงิน การคลังของ อปท.ตนเอง ซึ่งสามารถกระทำได้ เพราะเด็กนักเรียนในเขต อปท.นั้นๆ คือบุตรหลานของตนเองทั้งสิ้น

เหตุจากข่าว “ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา” ผู้เขียนจะไม่ปกป้องท่าน ผอ.ตามข่าว หากมีการทุจริต หรือคดโกงค่าอาหารเด็กจริง มีการลดคุณภาพ ลดปริมาณ เพื่ออยากได้ส่วนต่างหรือกำไร จนนักข่าวทีวีหลายช่องอ่านประโคมสนุกปาก เหมารวมว่าโรงเรียนอีก 30,000 กว่าโรงเรียนในประเทศนี้เป็นเช่นเดียวกันหมด หลายประเด็นรู้ไม่จริง คลาดเคลื่อน และบิดเบือน ตรรกะที่จะชวนผู้อ่านคิดต่อ คืองบประมาณ 20 บาท/หัว/วัน จะทำอาหารให้มีคุณภาพ หรือถูกต้องตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ได้จริงหรือ ไหนจะค่าจ้างแม่ครัว ค่าน้ำ ค่าไฟในการประกอบอาหาร ค่าแก๊ส ค่าไข่ฟองละ 3-4 บาท ผักบุ้งกิโลกรัมละ 30-70 บาท มะนาวบางทีแพงถึงลูกละ 5-10 บาท ไม่ต้องพูดถึงข้าวสาร หมู ไก่ หรือเนื้อ มีแต่ราคาขยับขึ้นไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ตามร้านค้า หรือตลาดทั่วๆ ไป ไม่เห็นแล้วราคา 20-30 บาท 45 บาทขึ้นไปแทบทั้งสิ้น เพราะแม้แต่น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเราก็ขึ้นเอาๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อราคาของสินค้าอุปโภคและบริโภคทุกชนิด หากสถานศึกษาเลือกวิธีการจ้างเหมาทำอาหารกลางวันให้นักเรียน ก็จะต้องดำเนินการตามระเบียบในการหาผู้รับจ้าง มีการประมูลและเสนอเมนูอาหารให้กับสถานศึกษาตัดสินใจ หลักการเหมือนดูดี แต่โดยหลักการค้าการขาย ต้องหวังได้งานและกำไร ต่างห้ำหั่นราคากัน จาก 20 บาท/คน/วัน บางแห่งลดลงถึง 10-12 บาท และอาหารที่จะจัดให้นักเรียนจะมีคุณภาพอย่างไร สรรพกรก็ตามเก็บภาษีรายได้จากการประมูลอาหารโรงเรียนเป็นแบบขั้นบันได บ่อยครั้งใกล้จะปิดเทอม งบประมาณที่จะผลักมาให้โรงเรียนยังมาไม่ถึง เพราะเส้นทางมันยาว จนทำให้พ่อค้าแม้ค้าหลายรายกระอักกระอ่วน ได้งานแต่ไม่ได้กำไร ยอมถอยไม่รับงาน ทิ้งงาน จึงตกเป็นภาระของโรงเรียน ต้องเลือกวิธีการจัดซื้อวัสดุมาประกอบอาหารกลางวันให้นักเรียน ผู้ปกครองบางสถานศึกษากระโดดเข้ามาช่วย เพิ่มงบ เพิ่มเงินให้บุตรหลานตนเองเพื่อจะได้ทานอาหารแบบ “กินอิ่มและมีคุณภาพ” ปัญหาอาหารกลางวันโรงเรียนไม่ค่อยเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนไฮโซชื่อดังต่างๆ แต่น่าเสียดาย วิกฤติปัญหาดังกล่าว สถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และท้องถิ่นบางแห่ง ต่างโยนปัญหากันไปมา และเฝ้าค่อยจับผิดซึ่งกันและกัน แม้แต่ผู้บริหารระดับต่างๆ พอเห็นปัญหาโครงการอาหารกลางวันตรงไหนโป่งขึ้น แผลที่กลบไว้ปริแตก ต่างแอคชั่นทำท่าทางขึงขัง ตำหนิการโกงอาหารกลางวันนักเรียน ตีปี๊บตีข่าวถึงขั้นจะต้องตรวจโกงโครงการดังกล่าวทั่วประเทศ ไม่มีใครเห็นใจโรงเรียนหรือสถานศึกษาเลยว่า ปัญหานี้มันเป็น “ปัญหาระดับชาติ” แล้วเราจะช่วยกันแก้อย่างไรเสียมากกว่า.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.