“นโยบายเรียนฟรี” หนามจุกอกใคร

S__8905100
ดร.ศราวุธ สุตะวงค์

>คอลัมน์การศึกษา โดย ดร.ศราวุธ สุตะวงค์

นโยบายเรียนฟรี ฟรีจริงหรือ? เป็นคำถามยอดฮิตในสภาวการณ์เปิดเทอมใหม่ของทุกปี สำหรับผู้ปกครองที่มีลูกมีหลานในวัยเรียน จากการสำรวจข้อมูลค่าเล่าเรียนเด็กระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง มีค่าใช้จ่ายหลัก 1,000 บาทขึ้นไป จนถึง 120,000 บาทต่อ 1 ภาคเรียน/คน ที่ผู้ปกครองมีภาระต้องจ่ายในรายการที่สถานศึกษาเรียกเก็บ ในส่วนสถานศึกษาก็เป็นปัญหาหนักอกมิใช่น้อย เพราะจากกฏหมายสูงสุด คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์ให้การศึกษาของประเทศลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และรัฐจะต้องจัดการศึกษาให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองหรือประชาชนในการศึกษาภาคบังคับหรือขั้นพื้นฐานให้มากที่สุด

นโยบายเรียนฟรี เริ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 43 กล่าวว่า บุคคลมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีที่รัฐจะต้องจัดให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (อนุบาล 1-ม.6) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พุทธศักราช 2550 มาตรา 49 กล่าวไว้ว่า บุคคลมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปีที่รัฐจะต้องจัดโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2550 ตัดคำว่า “ขั้นพื้นฐาน” ออก เปิดช่องให้ตีความ (ว่าจะนับ 12 ปี ตั้งแต่อนุบาลหรือตั้งแต่ ป.1) กันแน่ ในส่วนของรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2560 ยุครัฐบาล คสช. มาตรา 54 กล่าวไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แม้ก่อนหน้านั้นมีคำสั่ง คสช.ที่ 28/2559 ให้เรียนฟรีถึง 15 ปี จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีทื่ 6 ก็ตาม

จากเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตลอดถึงนโยบายของรัฐบาลทุกยุคสมัยอยากเห็นคุณภาพการศึกษาคนไทยดีขึ้น และเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นหนามจุกอกรัฐบาลซึ่งไม่สามารถกระทำได้ตามที่กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ 100% ต้องมาอธิบายคำว่านโยบาย “เรียนฟรี” ดังกล่าวจริงๆ แล้ว ฟรีไม่จริง ทำให้ประชาชนหลงผิด หรือเข้าใจผิด ต้องไปทะเลาะโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือบางคนชวนกันไม่ยอมจ่าย ค่าใช้จ่ายที่จะต้องส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของลูกหลาน ตามรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2560 มาตรา 54 วรรค 3 กล่าวไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติกำหนด ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้สถานศึกษาสามารถระดมทรัพยากร เพื่อจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดถึงจัดการเรียนรู้ในลักษณะพิเศษ (เพิ่มเติม) เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านต่างๆ โดยให้ผู้ปกครอง ชุมชน อปท.และหน่วยอื่นงานอื่นๆ มีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการศึกษาได้

ความจริงที่รัฐบอกให้ผู้ปกครองไม่หมด หรือบอกแล้วผู้ปกครองทราบไม่ครบ “นโยบายเรียนฟรี” ของรัฐบาลทุกยุคสมัย คือ เงินที่รัฐอุดหนุนให้สถานศึกษาตามจำนวนรายหัวเด็กนักเรียนที่นับตัวได้อยู่ในสถานศึกษา (ตามข้อมูล 10 มิ.ย.ของปีที่ผ่านมา) ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ 1.ค่าเล่าเรียนอุดหนุนรายหัวสำหรับเด็กนักเรียน (รายละ 1,700 บาท- 3,500 บาท/ปีการศึกษา) อนุบาลถึง
ม.3 เป็นค่าวัสดุการเรียน ใช้ในการเรียนการสอน ฝึก สอน สอบ แข่งขัน เป็นต้น 2.ค่าหนังสือเรียน (รายละ 200-495 บาท/ปีการศึกษา) 3.ค่าเครื่องแบบนักเรียน (รายละ 300-500 บาท/ปีการศึกษา) 4.ค่าอุปกรณ์การเรียน (รายละ 100-230 บาท/ปีการศึกษา) 5.ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (รายละ 215-475 บาท/ปีการศึกษา) เงินอุดหนุนเหล่านี้รัฐอุดหนุนผ่านสถานศึกษาและมิให้เรียกเก็บอีกในส่วนที่รัฐอุดหนุนให้ ซึ่งด้วยข้อเท็จจริงแล้วไม่เพียงพอ อาทิเช่น ค่าหนังสือเรียน ซื้อได้ไม่ครบทุกวิชา หรือครอบคลุมถึงแบบฝึกหัด เป็นต้น

นโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล ผู้เขียนจึงมองว่าเป็นนโยบายหนามจุกอกของใครหลายๆ คน ทั้งรัฐบาล ผู้ปกครอง และสถานศึกษา ประเทศที่เจริญแล้วด้านการศึกษายังไม่กล้าที่จะฟันธงว่ารัฐจะต้องจัดการศึกษาให้ฟรีสำหรับคนทุกๆ คน แต่รัฐจะพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้การจัดการศึกษาของประเทศมีคุณภาพทั่วถึง เท่าเทียม เรียนโรงเรียนไหนก็มาตรฐานใกล้เคียงกัน สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมสู่สถานศึกษา ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ตรงไหน งบที่กระจุกอยู่กระทรวง ทบวง กรม เขตพื้นที่ กระจายสู่ห้องเรียนและสถานศึกษาให้มากที่สุด จัดครูให้ครบชั้น ครบวิชาเอก ตามความต้องการของผู้เรียนและสถานศึกษา สนามรบของครูอยู่ที่ห้องเรียนและสถานศึกษา ไม่ต้องให้สถานศึกษาต้องขอรับเงินบริจาค ต้องทอดผ้าป่าสามัคคีทุกๆ ปี เพื่อจ้างครูมาสอนทดแทน ไม่ต้องพูดถึงครูต่างประเทศซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถจ้างได้ แต่หากโรงเรียนไหนมีความพร้อมทั้งสถานศึกษาและผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าอยากเห็นอนาคตบุตรหลานของตัวเองมีคุณภาพสูงกว่าที่รัฐบาลจัดให้ ก็สามารถระดมทรัพยากรสนับสนุนการจัดการศึกษาของตนเองได้ มิเห็นด้วยในการใช้กลุ่ม องค์กร หรือสมาคมเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะแพงๆ จากผู้ปกครองด้วยกันเอง เพื่อสนองฝันผู้ปกครองที่อยากให้ลูกตนเองเข้าโรงเรียนดี เด่น และดังได้ แม้ว่าลูกตนเองจะได้โลโก้โรงเรียนดี เด่น และดังเหล่านั้นติดอกเสื้อแล้ว แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าลูกหลานของตนเองเรียนแล้วจะสำเร็จทุกคน ยังต้องเรียนไปเพื่อเสี่ยงดวง หรือลุ้นถึงอนาคตของบุตรหลานในวันข้างหน้า การศึกษาไทยยังสาละวนอยู่แต่โครงสร้าง เพิ่มคน เพิ่มเขต เพิ่ม ศธ.ภาค/ศธ.จ./สามัญจังหวัด แล้วเมื่อไหร่เราจะต่อยมวยเข้าเป้าสักที ประเทศในกลุ่มอาเซียนเขาแซงเราไปไกลโขแล้ว.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.