วัฒนธรรม,ท่าน ว.เดินหน้าดันเชียงรายเมืองศิลปะ

ระหว่างวันที่ 23-31 พฤษภาคมนี้ ที่ “ไร่เชิญตะวัน” ศูนย์วิปัสสนาและมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว.วชิรเมธี อธิการบดี ได้จัดงาน “พุทธพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินล้านนา” เชิญตะวัน Arts Festival ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อนำเสนอการเรียนรู้พุทธธรรมผ่านงานศิลปะ ประชาสัมพันธ์งานศิลป์หลายแขนงจากศิลปินทั้งชาวเชียงรายและศิลปินระดับโลก สร้างการรับรู้ของชาวไทยและชาวโลกในการเปิดเมืองเชียงรายเป็นเมืองศิลปะ เนื่องในสัปดาห์วิสาขบูชาโลกด้วย โดยในพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม มีนางสาวศุภร รัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่แทนนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มาเป็นประธาน ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “พุทธศิลป์สื่อพุทธธรรม” นิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรกของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี นอกจากนี้ยังมีการแสดงด้านศิลปะในแขนงต่างๆ โดยศิลปินชั้นนำของจังหวัดเชียงราย เช่น ศิลปะแห่งอาหารการกิน โดยศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง “เชฟก้อง” ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร ผู้โด่งดังจากรายการเชฟกระทะเหล็ก เจ้าของร้าน Locus Native Food Lab, “โต” ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ จากร้านสวรรค์บนดิน, ลี อายุ จือปา จากกาแฟอาข่าอาม่า, การแสดงศิลปะแห่งกาพย์กานท์บรรสานศิลป์โดยศิลปินแห่งชาติด้านกาพย์กลอน เช่น เนาวรัตน์ พงษ์-ไพบูลย์, ไพรินทร์ ขาวงาม และวิลักษณ์ ศรีป่าซาง, การจัดศิลปะแห่งการดับทุกข์, การแสดงศิลปะดนตรีของสะล้อ ซอ ซึง พิณเปี๊ยะ และในวันสุดท้าย ศิลปะแห่งจิตรกรรมแนวประทับใจของศิลปินเชียงรายในแต่ละรุ่น ซึ่งมีทั้งรุ่นใหญ่ลงไปถึงรุ่นเล็ก และการจัด Art Street โดยศิลปินน้อยใหญ่ที่นำสินค้ามาจำหน่าย

ไร่เชิญตะวัน_180525_0076-768x511
(จากซ้ายไปขวา) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี อธิการบดีมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (ไร่เชิญตะวัน) นายสมบูรณ์ ศิริเวช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางสาวศุภร รัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทน รมว.วัฒนธรรม ในพิธีเปิดงาน “เชิญตะวัน Arts Festival” เมื่อ 23 พฤษภาคม

พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้กล่าวถึงที่มาของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นการส่งเสริมจังหวัดเชียงรายสู่เมืองศิลปะด้วยนโยบายจากกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับให้จังหวัดเชียงรายเป็นรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงของภาคเหนือ อันเป็นรากฐานในการต่อยอดทางความคิดซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายและเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคม

ก่อนหน้านี้ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความพิเศษเชิงวัฒนธรรม มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีความหลากหลาย มีศิลปินที่มีศักยภาพทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะศิลปินร่วมสมัยที่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชื่อเสียงให้กับจังหวัดเชียงรายและประเทศเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทางวัฒนธรรม อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญเพื่อช่วยพัฒนาชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“การจัดงาน “พุทธพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินล้านนา” เชิญตะวัน Arts Festival ในครั้งนี้ งานพุทธศิลป์และศิลปะทุกแขนงล้วนเป็นสื่อสร้างสรรค์จรรโลงใจ เป็นต้นธาราของวัฒนธรรมอันงดงามล้ำค่า เป็นสื่อเสริมสร้างสติปัญญาและเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของมนุษยชาติ โดยจะสามารถบรรลุกลยุทธ์ไปสู่เชียงรายเมืองศิลปะ เพื่อให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชื่นชม เรียนรู้งานพุทธศิลป์และศิลปกรรมแขนงต่างๆ ชมความงามและชุบชูใจให้มีความสุข โดยอาศัยงานศิลปกรรมเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ผลงานศิลปะของศิลปินไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางออกไปทั้งเมืองไทยและในต่างประเทศ และจะสามารถสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางให้แก่สื่อมวลชนและสาธารณชนในการเปิดเมืองเชียงรายสู่เมืองศิลปะ”

ด้านนายอมร กิตติกวางทอง วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นการพัฒนาและเสริมศักยภาพเครือข่ายทุนทางวัฒนธรรมด้านศาสนาศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินทุกแขนง เกิดจากการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบต่างๆ นำไปสู่การสร้างรายได้ สร้างคุณค่า และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในการรับรู้ทางสุนทรียศาสตร์และพุทธศิลป์ รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายนอกฤดูกาลท่องเที่ยวเพื่อแก้ไขปัญหาช่วง Low Season

“งานเชิญตะวัน Arts Festival นี้จะเป็นการรวบรวมงานศิลปะทุกแขนงมาอยู่รวมกัน เพื่อตอกย้ำว่าเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศิลปินที่มีชื่อเสียงและความสามารถ แต่ละคนก็ได้สร้างสรรค์ผลงานออกมาสร้างชื่อให้กับจังหวัด นับว่าเป็นต้นทุนที่มีศักยภาพมากๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเราจะทำให้เชียงรายกลายเป็นเมืองศิลปะได้ และเชื่อว่าจากความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวตระหนักถึงความสำคัญ ความสวยงาม ตลอดจนคุณค่าต่างๆ ของพุทธศิลป์อีกด้วย”

นอกจากนั้น ในงานยังมีการเสวนาและให้สัมภาษณ์ของศิลปินเชียงรายต่อ “เชียงรัฐ” เรื่องเชียงรายเมืองศิลปะที่น่าสนใจ ดังนี้

DSCF8879
ทรงเดช ทิพย์ทอง

ทรงเดช ทิพย์ทอง ศิลปินด้านพุทธศิลป์ กล่าวว่า “จังหวัดเชียงรายนั้นได้เปรียบ คือเรามีบุคลากรด้านศิลปินโดยเฉพาะรุ่นใหญ่อย่างอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่กลับมาสร้างผลงานไว้ที่เชียงราย เชียงรายมีศิลปินอยู่ทุกซอกทุกมุม มีแกลอรี่ทุกอำเภอ เป็นก้าวที่นำหน้าไปแล้ว รวมถึงการมีขึ้นของขัวศิลปะ เป็นสะพานที่เชื่อมศิลปะสู่สังคมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่อีกปัจจัยที่ยังไม่เต็มรูปแบบ คือขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งงบประมาณและสถานที่ เพราะศิลปินไม่สามารถสร้างผลงานในพื้นที่สาธารณะได้ การสร้างหอศิลป์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นที่แสดงผลงาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็น Landmark สำคัญของจังหวัด เหมือนหอนาฬิกาทองคำ ปัจจุบันกลายเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายรูป มาชมความสวยงาม อานุภาพของหอนาฬิกาทำให้พื้นที่โดยรอบได้รับอานิสงค์ถ้วนหน้า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ผมจึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งจังหวัด เทศบาล อบจ.สนับสนุนงบประมาณสร้างหอศิลป์”

“อุปสรรคที่จะทำให้นโยบายนี้ไม่ประสบความสำเร็จ คือองค์กรในพื้นที่ ผู้คนในจังหวัดเชียงรายยังไม่เห็นคุณค่าและสนับสนุนศิลปินเท่าที่ควร นักการเมือง ข้าราชการ ไปดูงานต่างประเทศมามากมาย แต่กลับไม่นำมาเป็นตัวอย่างในการพัฒนาเมือง สำคัญคือผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในทุกๆ ด้าน ไม่เพียงเฉพาะในด้านที่ตนถนัดเท่านั้น และผมเห็นสมควรให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อผลักดันเชียงรายเมืองศิลปะขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

DSCF8858
สมลักษณ์ ปันติบุญ

 

ด้าน สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินเครื่องปั้นดินเผา “ดอยดินแดง” กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ภาครัฐต้องมีความกล้าหาญที่จะลงทุนสร้างหอศิลป์และต้องส่งเสริมให้ถูกทิศทาง หากผู้มีอำนาจไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจไม่มีอำนาจ ก็ต้องบูรณาการร่วมกัน ร่วมหารือและปรึกษาหาสิ่งที่ดีที่สุดให้บ้านเมือง โดยการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อผลักดันเชียงรายเป็นเมืองศิลปะ อย่าให้ศิลปินต้องผลักดันกันเองเพียงกลุ่มเดียว จะไม่เป็นผล ศิลปินต้องทำงานศิลปะ เขาทำงานศิลปะอย่างเดียวก็คุ้มค่าแล้ว โดยคณะทำงานต้องมาจากทุกกลุ่มในสังคม คัดกรองคนทำงานด้วยใจจริง โดยมีศิลปินเป็นส่วนหนึ่ง”

 

DSCF8869
ชูเกียรติ เวสารัชพงศ์

สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ สวรรค์บนดินฟาร์มสเตย์ ศิลปินด้านอาหารและเครื่องปั้นดินเผา ให้ความเห็นกับ “เชียงรัฐ” ว่า “ต้องเริ่มที่การศึกษา ศิลปินเชียงรายต้องเปิดกว้าง และถ้ามีมหาวิทยาลัยด้านศิลปะก็ยิ่งดี ศิลปะนั้นรวมไปถึงการรักษาสิ่งที่มีอยู่เดิม คือขนบธรรมเนียมประเพณี รักษาสิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบสำคัญ จังหวัดเชียงรายนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งแวด-ล้อม อาคารสถานที่ อาหารการกิน และศิลปินด้านพุทธศิลป์ อุปสรรคของการเกิดเมืองศิลปะถือเป็นแบบฝึกหัดที่จะต้องก้าวข้าม เป็นเหมือนการพัฒนาตนเอง ในฐานะศิลปินเชียงราย ผมจะส่งต่อความรู้สึกนี้ไปยังรุ่นต่อไปอย่างมีคุณค่าด้วยงานของผมเอง”

 

DSCF8840
วัจนีย์ บุญเจ็น

วัจนีย์ บุญเจ็น ในฐานะผู้จัดการขัวศิลปะ ต้องการใช้โอกาสในการจัดเชียงรายเกมส์ ครั้งที่ 13 เป็นตัวชูโรงและสร้างการรับรู้ครั้งสำคัญ “การจัดเชียงรายเกมส์ ครั้งที่ 13 คนเชียงรายรอคอยมากว่า 32 ปีในการเป็นเจ้าภาพ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงศักยภาพของคนในชุมชนทุกพื้นที่ และใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมความเป็นเมืองศิลปะ งานกีฬาแม้จะจัดไม่กี่วัน แต่ศิลปะนั้นยังคงอยู่ โดยงานนี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เป็นผู้ออกแบบเหรียญรางวัลด้วย หน่วยงานอื่นๆ เช่นไปรษณีย์ไทย ก็ได้สนับสนุนศิลปินให้ออกแบบตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะตั้งตามจุดสำคัญต่างๆ ทั่วจังหวัด 15 จุด แต่ละจุดจะมีอัตลักษณ์ของเชียงรายแตกต่างกันไป ศิลปินเชียงรายได้ถือเอาโอกาสนี้แสดงผลงานด้านศิลป์ทุกขบวนใน 18 อำเภอ โดยมีชุมชนเป็นส่วนร่วมให้สมกับที่เรารอคอยมานานกว่า 32 ปี”

33784842_10155348984290877_4809555359322603520_o
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ด้านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เชียงรัฐ” ว่า

“หัวใจของความเป็นเมืองศิลปะ ประการที่ 1 ต้องมีศิลปินที่มีฝีมือและได้รับการยอมรับในระดับชาติ หรือระดับโลกเป็นตัวหลักอยู่ในเมืองนั้น ประการที่ 2 ต้องมีองค์กรที่ส่งเสริมศิลปินและศิลปะ คอยทำหน้าที่ส่งเสริมและสร้างสรรค์กิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะอย่างต่อเนื่อง ประการที่ 3 ประชาชนต้องเห็นคุณค่าของศิลปะและศิลปิน”

“การส่งเสริมจากภาครัฐเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าหากเราดูประวัติศาสตร์แห่งนครศิลปะทั่วโลก ปัจจัยที่สำคัญคือศิลปินที่มีอัจฉริยะภาพสูง จะเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินคนสำคัญๆ เข้ามาทำงานในเมืองนั้นๆ และจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือน จนกลายเป็นรากทางศิลปะที่เข้มแข็ง เช่นที่เมืองฟลอเรนซ์ หรือปารีส ลอนดอน นิวยอร์ก เราก็จะเห็นว่ามีศิลปินคนสำคัญๆ สร้างผลงานไว้ และยังมีองค์กรที่ส่งเสริมศิลปินที่แข็งแกร่ง มีสองปัจจัยนี้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าเราฝากความหวังไว้กับภาครัฐ คิดว่ายาก เพราะภาครัฐมีความเป็นพลวัตสูง คือไม่แน่นอนในเชิงนโยบาย ถ้าเราไปฝากไว้อย่างนั้น รัฐมนตรีคนเก่าเห็นคุณค่า แต่คนต่อมาไม่เห็นคุณค่าก็ถอนการอุปถัมภ์ไป จะเสียหายมาก”

“ฉะนั้น สาระสำคัญคือเมืองนั้นๆ มีศิลปินเป็นหลักอยู่ในเมืองนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่มีศิลปินที่เป็นหลัก เรามาสร้างองค์ประกอบโน่นนี่นั่นก็ไม่สามารถทำให้เมืองนั้นเป็นนครแห่งศิลปะได้ เหมือนในสนามฟุตบอล ถ้าคุณ มีนักเตะ มีกรรมการ มีคนดู มีงบประมาณสนับสนุน แต่ไม่มีลูกฟุตบอลเพียงอย่างเดียว การแข่งขันฟุตบอลนั้นก็เป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกัน เมืองศิลปะก็ต้องมีศิลปินที่เป็นตัวหลัก เป็นนามอุโฆษอยู่ 2-3 คน นครฟลอเรนซ์มีใครล่ะ เลโอนาร์โด ดาร์วินชี, เกลันเจโล หรือไมเคิล แองเจโล และอื่นๆ อีกมากมาย ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานแล้วก็ให้ผลงานนั้นประชาสัมพันธ์ตัวมันเอง ผลงานของศิลปินจะดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกไปเยือน และฟลอเรนซ์มีใครอีก มีตระกูลเมดีชี ซึ่งเป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐีและเป็นผู้ว่าการนครฟลอเรนซ์ เห็นคุณค่าของตัวศิลปินและงานศิลปะ ส่งเสริมให้ศิลปินได้สร้างงานศิลปะและยกวังของตนให้เป็นหอศิลป์ จนกระทั่งในเวลาต่อมา ฟลอเรนซ์กลายเป็นนครแห่งศิลปะ ถ้าปราศจากคนสนับสนุนงานศิลปะนั้นก็จะไม่ยั่งยืน กล่าวอย่างสั้นก็คือ ต้องมีศิลปินหลักและต้องมีองค์กรที่สนับสนุนศิลปะอย่างแข็งแกร่งอยู่ในเมืองนั้นจริงๆ ซึ่งคำว่าองค์กรนั้นจะเป็นใครก็ได้ ปัจเจกบุคคล เอกชน มหาเศรษฐี ไม่จำเป็นต้องเป็นภาครัฐ สำหรับอาตมาภาพ ถ้าฝากความหวังไว้กับภาครัฐอย่างเดียว เราไปไม่รอด เพราะภาครัฐเปลี่ยนแปลงบ่อย นโยบายทางการเมืองก็ไม่แน่นอน”

“ที่นโยบายนี้ล่าช้าอาจเป็นไปได้ว่ายังขาดการรับรู้ของคนทั้งจังหวัดเชียงราย จริงอยู่ที่ศิลปินอยากให้เป็นนครแห่งศิลปะ รัฐอาจอยากให้นครเชียงรายเป็นนครแห่งศิลปะ แต่ถ้ามาถามประชาชนคนเชียงราย ถามว่าเขารู้หรือไม่ เขายังไม่รู้เรื่อง เมื่อยังไม่รู้เรื่อง เขาจึงไม่เห็นความสำคัญ เมื่อไม่เห็นความสำคัญก็จึงไม่อยากที่จะส่งเสริม เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะส่งเสริมคือการสร้าง Collective Awareness ความตื่นรู้ร่วมกันของคนทั้งจังหวัดเชียงราย ให้เชียงรายได้ตระหนักรู้ว่า จังหวัดเชียงรายบ้านเรามีศิลปินฝีม้ายลายมืออัจฉริยะภาพระดับโลกอยู่ 2 ท่าน คืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ คนเหล่านี้คือมงกุฎของศิลปิน ของประเทศไทย ชาวเชียงรายต้องตระหนักรู้ความสำคัญของบุคคลสองท่านนี้ ขณะเดียวกัน ชาวเชียงรายก็ต้องรู้ต่อไปด้วยว่าเชียงรายมีศิลปินมากกว่า 400 คน และขณะเดียวกัน ชาวเชียงรายทั้งหมดก็ต้องรู้ว่าศิลปะนั้นมีคุณค่าต่อการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างไร และจะกลายเป็นอัตลักษณ์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางจิตวิญญาณและเศรษฐกิจ ถ้าเราสร้างความตื่นรู้ของคนทั้งจังหวัดได้อย่างนี้ จึงค่อยขับเคลื่อนนโยบายก็ไม่สาย แต่ถ้าอยู่ๆ โยนมาโครมโดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้ แนวร่วมไม่มี ก็เหมือนตบมือข้างเดียว”

“การจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษ อาตมาคิดว่าจำเป็นต้องมี เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเฉพาะ มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นไฟไหม้ฟาง ต่างคนต่างพูด คนนั้นพูดทีก็หายไปเหมือนไฟไหม้ฟาง แต่ถ้าเรามีคณะกรรมาธิการพิเศษขึ้นมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนตลอดปี ทำอย่างต่อเนื่องสัก 3 ปี ก็จะทำให้เชียงรายเป็นนครแห่งศิลปะได้อย่างแท้จริง จะโยนภาระให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งศิลปิน ทั้งจังหวัด ทั้งท้องถิ่น และประชาชนคนเชียงรายทั้งหมด เพราะนครไม่ได้หมายถึงคนใดคนหนึ่ง ต้องเป็นคนเชียงรายมาร่วมกัน โดยกรรมาธิการชุดนี้ควรครอบคลุมคนในหลากหลากวงการที่เห็นคุณค่าของศิลปะ และมีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันเชียงรายให้เป็นนครแห่งศิลปะทั้งระดับไทยและระดับโลก”

ปัจจัย

This slideshow requires JavaScript.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.