“เสี่ยติ่ง” จับมือ “เสี่ยเล็ก” สร้างบ้านใหม่ให้ลูกหลาน

image_big_5a701dac4fb91

ตั้งพรรคพลังพลเมืองไทย รวบรวมอดีตรัฐมนตรีได้หลายคน ส.ส.เก่าอีกหลายสิบ ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ภาคอีสาน แต่ขณะนี้มีสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีต ส.ส.เชียงราย เป็นแกนนำ

ที่บ้านราชวิถี ตรงข้ามสวนจิตรลดา กรุงเทพฯ ของนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หรือ “เสี่ยติ่ง” อดีต ส.ส.เชียงราย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคียงข้างด้วยนายมงคล จงสุทธนามณี หรือ “เสี่ยเล็ก” อดีต ส.ส.เชียงราย 7 สมัย พร้อมกับอดีตรัฐมนตรีและ ส.ส.อีสานอีกหลายคน เช่น นายเอกพร รักความสุข นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ เป็นต้น ได้เปิดบ้านแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ถึงการตั้งพรรคใหม่ “พลังพลเมือง” เพื่อเป็นหนูช่วยราชสีห์ ซึ่งต่อมา นายสัมพันธ์อธิบายว่า “ราชสีห์” หมายถึง “พรรคใหญ่” จะเป็นพรรคไหนก็ได้ แต่ขอให้ฟังเสียงประชาชน “ที่สำคัญ ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วหลังเลือกตั้ง พรรคพลังพลเมืองจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ถ้าได้เป็นพรรครัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ได้ยินเสียงของประชาชน ไม่ใช่ได้ยินแต่เสียงของข้าราชการ ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะเป็นฝ่ายค้านที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสภาพปัญหา” ปัจจุบัน รัฐบาลเป็นถึงเจ้าราชสีห์ มีอุปกรณ์ติดตัวมากมาย แต่ยังแก้ปัญหาไม่ลุล่วง เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรคพลังพลเมือง นายสัมพันธ์กล่าวว่า พรรคขอให้ได้เสียงในสภาที่สามารถจะเสนอกฎหมายได้ คือประมาณ 20 เสียงขึ้นไป และถ้าถามว่าอายุมากๆ กันแล้ว (สัมพันธ์ 75 มงคล 72) ทำไมยังคิดจะตั้งพรรคทำงานการเมืองอยู่อีก นายสัมพันธ์กล่าวว่า “มันเป็นภาระในใจ” การได้เป็น ส.ส.ครั้งหนึ่ง แล้วยิ่งได้เป็น ส.ส.หลายสมัยมันทิ้งการเมืองไม่ได้ เมื่อไม่มีเลือกตั้ง นักการเมืองก็ยังคงทำงานการเมือง ทำหนักกว่าตอนเป็น ส.ส.ด้วยซ้ำ เพราะประชาชน โดยเฉพาะ “พลเมืองชั้นล่าง” เป็นกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุด เมื่อเขาเดือดร้อนก็ยังคงมาหา ส.ส.ของเขาให้ช่วย ส.ส.ก็ต้องทำงานให้โดยไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออำนวยความสะดวกเหมือนตอนเป็น ส.ส.และไม่มีเงินเดือน แต่ก็ยังคงต้องทำงานต่อไปตลอดกาลจนตายไม่พอ “เราเป็น ส.ส.เก่าก็ต้องสร้างบ้านให้คนใหม่อยู่” เพราะอดีตรัฐมนตรี 16 คน และอดีต ส.ส.ของพรรคนี้อีกประมาณ 30 คน ต่างก็มีรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะต้องรับภาระในใจนี้ต่อไป “พรรคเรามีคน 2 รุ่น คือรุ่นพวกเราที่มีประสบการณ์เป็นคนก่อตั้ง และเมื่อได้เวลาในจังหวะหนึ่ง ก็จะถอยให้คนรุ่นใหม่ขึ้นบริหารพรรคแทน” นายสัมพันธ์ให้สัมภาษณ์

สำหรับนโยบายของพรรค นายสัมพันธ์แถลงว่าในขั้นนี้ที่ยังไม่ได้ “ขึ้นทะเบียน” พรรคการเมือง ขอเรียกว่าแนวความคิดก็แล้วกัน “เรามี 2 ข้อใหญ่ๆ คือ 1.ลดความขัดแย้ง ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา คนในชาติเราเริ่มมีการขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ความจริงไม่ได้ขัดแย้งกันที่ความคิดหรอก แต่ขัดแย้งกันตรงเรื่องบริหารมากกว่า ปัญหาบ้านเมืองเราอยู่ที่การตรวจสอบที่ไม่สามารถตรวจสอบอย่างจริงจังได้ ดังนั้น หากการตรวจสอบดีความขัดแย้งจะไม่เกิด แต่ที่ความขัดแย้งเกิด เพราะผู้บริหารหาประโยชน์จากอำนาจ และการตรวจสอบมีปัญหาจึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการรวมกลุ่มกัน เพราะผู้มีอำนาจตรวจสอบไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง และ 2.ลดความเหลื่อมล้ำของคนในชาติ ประเทศเราจริงๆ แล้วมีชนชั้นบนกับชนชั้นล่าง ชั้นกลางยังน้อย เพราะคนที่มีฐานะดีก็ดีไปเลย และคนที่หาเช้ากินค่ำ ใช้แรงงานก็ยังเป็นคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น ไม่มีที่ทำมาค้าขาย เสียค่าเช่าแพง แหล่งทุนที่ต้องเสียดอกเบี้ยสูง หรือที่เราเรียกว่าหนี้นอกระบบ มีดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 ต่อเดือน ขณะที่บริษัทใหญ่ๆ ที่มีกิจการใหญ่โตไปกู้ธนาคารดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี เป็นต้น นี่คือความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ การเข้าถึงระบบสาธารณสุขคนชนบทก็ยังเข้าไม่ถึง ไม่ได้ยาที่ดี ไม่ได้หมอที่มีเวลาดูแลเขาเท่าที่ควร ทั้งที่เขาเสียภาษีเท่ากับเรา หลายคนถามว่าทำไมเท่ากัน ก็เห็นบางคนเสียภาษีเป็นล้านๆ ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยก็ไม่ต้องเสียภาษี ความจริงไม่ใช่ เราเสียภาษีเท่ากันทุกคน เช่น เปิดไฟเราก็เสียภาษี ขับรถมาก็เสียค่าน้ำมันทั้งที่ไม่ได้ทำธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เราเสียภาษีเท่ากัน ส่วนคนที่บอกเสียมาก ก็เพราะเขาได้เงินมาก ส่วนการใช้สาธารณูปโภคนั้นต้องเสียภาษีเท่ากัน แต่สิ่งที่เขาได้รับเป็นการตอบแทนไม่เท่ากัน อย่างเช่น เราได้ใช้ถนนที่ดี เพราะเรามีรถ แต่ชาวบ้านที่ไม่มีรถเขาก็ไม่ได้ใช้ถนนเลย แล้วเงินก่อสร้างถนนมาจากใคร ก็มาจากภาษีทุกคนที่เสียเท่ากัน ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้ พรรคเราจะได้นำมาขับเคลื่อน”

เมื่อถามถึงการเลื่อนเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นนายกฯ คนนอก นายสัมพันธ์ตอบว่า การเลื่อนเลือกตั้งพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่คงไม่กระเทือน เพราะรอมาได้ 3 ปีแล้ว รออีก 3 เดือนคงไม่เป็นไร แต่ผลเสียจะเกิดคือความไม่มั่นใจของต่างชาติ การลงทุนต่างๆ “ยิ่งลากไป เศรษฐกิจยิ่งแย่” ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ “หลายฝ่ายมองว่าเราตั้งพรรคเพื่อไปหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่… พอถึงเวลา พล.อ.ประยุทธ์ เขาอาจจะไม่เอาแล้วก็ได้” พรรคพลังพลเมืองไม่มีโอกาสได้เป็นนายกฯ อยู่แล้ว เพราะเป็นพรรคใหม่และพรรคเล็ก แต่แค่อยากมีส่วนไปเลือกนายกฯ ไปชี้แนะหรือพูดในสภา โดยจะพุ่งเป้าไปที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มากกว่า ส.ส.เขต

พรรคพลังพลเมือง จดทะเบียนพรรคไปแล้วเมื่อ 15 พฤษภาคม 2557 ก่อนการยึดอำนาจ 7 วัน โดยมีนายปรีดา ลิ้มนนทกุล เป็นหัวหน้าพรรค แต่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ จะต้องมาขึ้นทะเบียนพรรค หาสมาชิกผู้ก่อตั้งให้ได้ 500 คน แล้วจึงมีการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งคาดว่านายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ จะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และนายเอกพร รักความสุข เป็นรองหัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรค โดยนายสัมพันธ์ อดีต ส.ส.เชียงราย เคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่วนนายเอกพร อดีต ส.ส.สกลนคร เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

ทั้งหมดนี้คือการเมืองก็คงพอจะมองออกว่าพรรคพลังพลเมืองที่มี “ต้นทุน” ทางการเมืองอยู่พอสมควร จากอดีต ส.ส.และรัฐมนตรี เช่น นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์, นายเอกพร รักความสุข, นายกริช กรงเพชร, นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล, นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.อีสาน โดยเฉพาะนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ นั้นมีลูกสาว นางศิริลัมพา เลิศนุวัฒน์ (ผันสืบ) ที่เคยเป็น ส.ส.กทม.เขตคลองสาน มาแล้ว และนายมงคล จงสุทธนามณี ก็มีลูกสาว ชัญญา จงสุทธานามณี ที่เคยลงสมัคร ส.ส.เชียงราย เขต 2 แม่สรวย/เวียงป่าเป้า เช่นกัน ถึงแม้ “เสี่ยติ่ง” กับ “เสี่ยเล็ก” จะเคยเป็นคู่แข่งทางการเมืองกันมาตลอดในสนามเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย แต่เที่ยวนี้หันมาจับมือกัน โดยหวังจะได้ ส.ส.จากบัญชีรายชื่อประมาณ 15-20 เสียง เพื่อไปสนับสนุนให้พรรคใดพรรคหนึ่ง หรือคนนอกเป็นรัฐบาล ก็คงจะได้ต่อกรกับพรรคเพื่อไทย ที่มี “นายยงยุทธ” เป็นหัวหอกอยู่ข้างหลัง โดยนายสามารถ แก้วมีชัย ออกหน้า และก็คงจะมีพรรคอื่นๆ เข้ามาลงเลือกตั้งครั้งนี้อีกหลายพรรค อย่างไรก็ตาม คงไม่พ้น 2 พรรคนี้ “เพื่อไทย” กับ “พลังพลเมือง” ที่จะเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่อาจจะยื้อต่อไปได้อีกแล้ว ด้วยกระแส “เบื่อหน้า-ลีลา-วาจา-น้ำเสียง” และเสียงของคน “อยากเลือกตั้ง” ถาโถมเข้าหารัฐบาลเป็นระลอกและรุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยจุดอ่อน “ไม่รักษาคำพูด-อุ้มคนอย่างหนานาฬิกา 25 เรือน-ทุจริตคอรัปชั่นบานเบอะ” เหมือนเดิม

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.